เกาหลีระบาดซ้ำ เหตุเกิดจากการเปิดผับ

เกาหลีใต้กลับมาปิดผับและบาร์ทั่วกรุงโซลอีกครั้งหลังพบมีคนติดเชื้อเดินทางมาเที่ยวทำคนติดเชื้อโควิดอื้อ

          มีรายงานจากประเทศเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นจำนวนหลายพันคนจนต้องออกมาประกาศปิดประเทศห้ามใครเข้าออกหลังจากนั้นผู้นำประเทศเกาหลีใต้ก็ได้มีการปูพรมค้นหาคนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าด้วยการ ให้เจ้าหน้าที่เดินทางไปยังจุดบริเวณที่คาดว่าจะมีคนติดเชื้อไวรัสโคโรนาและทำการตรวจหาเชื้อให้กับประชาชนทุกคนของเกาหลีใต้และเมื่อได้จำนวนผู้ติดเชื้อมาแล้วก็แยกจำนวนคนที่ติดเชื้อออกมารักษาส่วนคนที่ไม่ติดเชื้อก็ให้มีการดูแลตนเองด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยและมีการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ในที่สุด

ซึ่งเกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างที่มีการดูแลประชากรของตนเองได้ดีมากเพราะใช้ระยะเวลาไม่นานเกาหลีใต้ก็สามารถที่จะควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสได้ซึ่งหลังจากที่มีการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสได้แล้วทางการของเกาหลีใต้ก็ได้มีการประกาศออกมาปลดล็อคให้บริษัทต่างๆรวมถึงประชาชนสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติและมีการอนุญาตให้ผับและบาร์เปิดให้บริการได้แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับพบว่าหลังจากที่มีการเปิดให้บริการ Club นั้น

มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งไม่รู้ตัวเองว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกายได้เดินทางไปเที่ยวผับในเขตกรุงโซลเติมเงินหลายแห่งทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อจากการที่ชายคนดังกล่าวเดินทางไปเที่ยวคลับในครั้งนั้นเป็นจำนวนหลายสิบคนจึงส่งผลให้ทางการต้องมาพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่งหน้าการที่อนุญาตให้มีการเปิดผับและบาร์ในช่วงนี้อาจจะยังมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะทำให้เชื้อไวรัสโคโรน่ากลับมาระบาดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นจึงมีการประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างผู้นำของเกาหลีและคณะรัฐบาลและในที่สุดก็ได้มีการประกาศออกมาว่าจะมีการปิดปรับระบายในกรุงโซลนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจนกว่าจะสามารถควบคุมการกระจายการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ ซึ่งการปิดผับและบาร์รวมถึงสถานบันเทิงในกรุงโซลนั้นทำให้สถานบันเทิงต่างๆมากกว่า 2100 แห่งต้องปิดกิจการลงชั่วคราวอีกครั้งหนึ่ง

จากการที่ชายผู้ติดเชื้อคนแรกได้เดินทางไปเที่ยวในผับในกรุงโซลช่วงประมาณวันที่ 1 นั้นทำให้มียอดคนที่มีความเสี่ยงที่อาจจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามีมากถึง 1,510 คนซึ่งทางการกำลังประสานงานตามตัวบุคคลเหล่านี้มาทำการปรับตัวและตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าต่อไปและกฎหมายของเกาหลีใต้ที่ออกใหม่ในครั้งนี้คือ

ถ้าหากใครที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วยังไม่กลับตัวเองอยู่ในบ้านแต่ออกไปเที่ยวแล้วสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแพร่เชื้อให้คนอื่นติดเชื้อไวรัสด้วยจะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถูกฟ้องร้องประมาณ 80,000 บาทและที่สำคัญหากผู้ที่ติดเชื้อคนไหนจะฟ้องร้องเอาเงินจากเขาเพิ่มเติมก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub

ปัจจัยที่ห้าในยุคของไข้ไวรัส โควิดระบาด

เมื่อไข้ไวรัสโควิด 19 ระบาดไปทั่วโลกนั้น จนเกิดเรื่องไม่คาดฝันตามมาหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการกักตุนสินค้า ซึ่งทำให้ห้างร้านค้า หรือซูปเปอร์มาร์เกต ของขายหมดอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ขนมปัง ของแห้งและของใช้ส่วนตัว แต่หนึ่งในของใช้ที่ขายดีและถูกกักตุนไว้เป็นจำนวนมากนั้น คือกระดาษชำระ  เช่นในประเทศอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา ประเทศจีน และประเทศฮ่องกง

สินค้านี้หมดเกลี้ยงทั้งประเทศ ซึ่งทำไมกระดาษชำระจึงกลายเป็นของในรายการที่พ่อบ้านแม่บ้าน ต่างต้องแย่งชิง เพราะไม่ว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร มนุษย์เราบนโลกใบนี้ยังคงต้องทำความสะอาดหลังทำกิจธุระหนักเสร็จเรียบร้อย และยิ่งในช่วงที่ไข้ไวรัสโควิด นี้กำลังระบาดอย่างหนักนั้น กระดาษชำระ จึงกลับกลายเป็นทองที่หลายคนต้องแย่งชิง

และซื้อนำขนกลับบ้านของตัวเองเท่าที่จะมีกำลังขนได้ บางประเทศถึงกับมีข่าวต่อสู้ตบตี เพื่อแย่งกระดาษชำระกันเลยทีเดียว อย่างเช่น ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเหตุผลในแต่ละประเทศในการกักตุนกระดาษชำระนี้ที่แตกต่างและไม่เหมือนกัน นอกจากหน้าที่หลักที่เอาไว้ใช้ทำความสะอาดหลังขับถ่าย

โดยในประเทศจีน มีการเริ่มนำกระดาษชำระมาใช้ทำหน้ากากทดแทนหน้ากากกันไวรัสที่หาซื้อได้ยาก ส่วนในไต้หวัน ในขณะที่กระดาษชำระนั้นได้หมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีข่าวลือว่ากระดาษชำระนั้น สามารถใช้ทำหน้ากากกันเชื้อโรคได้ ซึ่งภายหลังกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไต้หวัน ต้องออกมาปฏิเสธและประกาศว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ส่วนหนึ่งและสาเหตุที่คนกักตุนกระดาษชำระกันอย่างรุนแรง

จนถึงกับสินค้าขาดตลาดนั้น ก็เพราะภาพโฆษณาในโลกของโซเชียล ที่ปั่นกระแสด้วยการถ่ายภาพชั้นวางสินค้าตรงจุดของการขายกระดาษชำระนั้น หมดเกลี้ยง จึงยิ่งทำให้คนเริ่มตกใจและแตกตื่นกันจนรีบออกมาซื้อกักตุนไว้ทันที และตอนนี้จึงทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจหากใครมีกระดาษชำระกักตุนไว้ที่บ้านแล้ว

เพราะเมื่อทุกคนได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องไวรัส หลายคนเริ่มมีความกังวลในเรื่องของความสะอาด ซึ่งกระดาษชำระนั้นจึงสร้างความรู้สึกเหมือนกับว่าได้ทำการควบคุมความสะอาด และสุขอนามัยได้แล้ว ซึ่งโดยปรกติมนุษย์คนเรา คงไม่ได้ซื้อกระดาษชำระกันมากมายขนาดนี้ แต่ช่วงเวลาที่เกิดความโกลาหล และสับสนวุ่นวายที่แสนตึงเครียดแบบนี้

คนเรามีความต้องการทางด้านจิตใจในเรื่องของความปลอดภัยและสบายใจ ดังนั้นกระดาษชำระที่มีหน้าที่ทำความสะอาด จึงเป็นปัจจัยหลักของคนทุกคนบนโลกใบนี้ ในช่วงภาวะที่โรคไข้ไวรัสตัวนี้กำลังระบาด

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้า ufabet มือ ถือ

ทำงานที่บ้านก็เป็น ออฟฟิศซินโดมได้

หลายๆ คนที่ทำงานที่ออฟฟิศ อาจจะรู้จักคำว่า ออฟฟิศซินโดม กันเป็นอย่างดี ซึ่งบางคนนั้นอาจจะมีอาการนี้อยู่แล้วด้วย ซึ่งหากผู้ถึงผลกระทบของโรคนี้แล้วหล่ะก้อ ใครไม่เป็นคงไม่เข้าใจ เพราะจัดได้ว่า ค่อนข้างทรมานเลยทีเดียว และหากถ้าเป็นแล้วโอกาสที่จะหายขาดจากโรคนี้ก็ค่อนข้างที่จะยาก อย่างมาก็แค่ทุเลา และก็กลับมาเป็นใหม่ เพราะด้วยความเป็นจริงแล้วนั้น โรคนี้เกิดจากความเคยชิน ที่ร่างกายของเราจดจำพฤติกรรมท่าทางบางอย่างไว้ จนกลายเป็นนิสัย

และทำให้ปวดเรื้อรังได้ ดังนั้นต่อให้ปัจจุบันคุณได้ย้ายงานมาทำที่บ้านตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เว้นระยะห่างสังคมแล้วหละก้อ อย่างคิดว่าคุณจะหนีอาการนี้รอด เพราะถึงแม้ว่าราจะไม่ได้เข้าไปนั่งทำงานในออฟฟิศแล้ว แต่ก็อย่าละเลยความเสี่ยงในการนั่งทำงานที่บ้าน เพราะหากปฏิบัติไม่ถูกต้องก็อาจจะส่งผลให้ป่วย เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ได้โดยไม่รู้ตัว

ซึ่งโรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากไม่มีการรักษาที่ถูกต้องแล้วนั้น อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง กระทบต่อประสิทธิภาพและความสุขในการทำงาน ซึ่งอาการของโรคนี้คือ เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด พบได้บ่อยกับกลุ่มที่ช่อบนั่งทำงานนานๆ การนั่ง หรือวางมือที่ผิดท่า หรือว่างข้อศอกไม่ถูกต้อง การใช้ข้อมือซ้ำๆ ทำให้เกิดอาการอักเสบของข้อมือ

รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น ลักษณะโต๊ะทำงาน หน้าจอคอม แสงสว่างในห้องทำงาน ฯลฯ โดยอาการเหล่านี้มักจะเป็นที่กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอ บ่า สะบัก การอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อศอก ข้อมือนิ้วมือ  เช่นการอักเสบของเอ็นโคนนิ้วโป้ง นิ้วล็อค การกดทับของปลายประสาท ทำให้เกิดอาการชา รวมถึงอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งความจะมั่นตรวจสอบร่างกายตัวเองเพื่อดูความเสี่ยง

ซึ่งถ้าคุณมีอาการเหล่านี้แล้วหละก้อ ไม่ว่าจะเป็นการปวดเมื่อยตามจุดที่กล่าวมา หรือตาพร่ามัว เป็นครั้งคราว ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว และควรปรับท่าทาง จัดสิ่งแวดล้อมให้ดี สร้างสุขในการทำงาน นั่งหลังตรง ฝ่าเท้าทั้งสองข้างแนบสนิทกับพื้นไหล่ผ่อนคลาย ศอก สะโพก

และเข่างอตั้งฉากเก้าสิบองศา ข้อมือควรอยู่ในท่าตรงไม่กระดกหรืองอเกินไป และในระหว่างการทำงานนั้น อย่างน้อย ทุกๆ หนึ่งชั่วโมงควรมีการยืดกล้ามเนื้อ และโต๊ะทำงานควรมีลิ้นชักแยกไว้วางคีย์บอร์ด เก้าอี้นั่งต้อง ปรับระดับสูงต่ำได้ ส่วนขอบจอคอมพิวเตอร์ด้านบนก็ควรอยู่ระดับสาย ซึ่งเรื่องพวกนี้คุณสามารถช่วยตัวเองได้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เว็บพนันบอล ฝากขั้นต่ำ100

ไวรัสโควิด19 ระบาด เศรษฐกิจพังทลาย

 

เมื่อโลกของเราเข้าสู่ภาวะโรคระบาดที่แพร่กระจายไปยังทุกประเทศบนโลกใบนี้ ทำให้ทุกสิ่งอย่างเกิดความโกลาหลกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมนุษย์ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ การตกงานที่เจ้าของนายจ้างต่างๆ ไม่สามารถจ้างต่อไปได้ ความตื่นตระหนกของคนในการกักตุนสินค้าที่จำเป็น เศรษฐกิจชะลอตัว ทุกอย่างหยุดการส่งออก และทำมาค้าขาย เศรษฐกิจในประเทศพัง ลุกลามไปจนทั่วโลก จนกลายเป็นเศรษฐกิจโลกพังพินาศ

นักเศรษฐศาสตร์ด้านความเหลื่อมล้ำทางมนุษยชน ท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า การที่มีโรคไข้ไวรัสโควิด19 นี้เกิดการระบาดช่นนี้ ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของประเทศที่ไม่มีระบบสวัสดิการทางด้านสังคมที่กว้างขวาและเพียงพอที่จะดูแลประชาชนของประเทศตัวเองนั้น ทางผู้นำของแต่ละประเทศต้องมานั่งทบทวนความล่มสลายของสังคมและระบบสวัสดิการของสังคมนี้กันได้แล้ว

เพราะประชากรและแรงงานทั้งหลาย ทั้งในระบบที่เรียกว่าพนักงานประจำ และนอกระบบที่เรียกว่าอาชีพอิสระนั้น หากทุคนเจอภาวะวิกฤติเศรษฐกิจนี้เล่นงานเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากสิ่งใดก็ตามที่มีผลพวงและเป็นคลื่นทะเลซัดกันต่อๆ กันมา หากคนเหล่านี้ล้มลงไม่ใช่ว่าจะมีที่นอนหรือฟูกนอนรองรับกันกระแทกกันได้ทุกคน

เพราะเมื่อทุกคนจะพยายามดิ้นรนกลับกันมานั้น ไม่ว่าจะเป็นการดิ้นรนกลับไปภาคเศรษฐกิจไหน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรมก็ไม่มีทรัพยากรใดๆ รองรับพวกเค้าเหล่านี้มากนัก ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นมานั้นคนที่ต้องค้างเหล่านี้จะทำอย่างไร และจะมีชีวิตที่ล่องลอยไปอยู่ตรงไหน ซึ่งหากจะให้เปรียบเทียบสถานการณ์กับประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว หากหยิบยกเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของประเทศไทย

ก็จะมองเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อช่วงเวลาหนึ่งที่คนส่วนใหญ่พยายามดิ้นรนเข้ามาหางานในจังหวัดกรุงเทพฯ ก็เพราะแนวคิดที่ทุกคนรู้และต่างทราบกันดีว่า มันคือการยกระดับและโอกาสที่จะทำให้คุณภาพของชีวิตพวกเค้ามันดีขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น หากให้เค้าดิ้นรนทำมาหากินที่บ้านเกิดตัวเอง ก็คงไม่มีอะไรให้ทำกินอยู่ดี เพราะนี่คือความเหลื่อมล้ำของคุณภาพชีวิตคนในแต่ละจังหวัด

ซึ่งหาจะดูจากสถิติตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการของประเทศอเมริกา ของกระทรวงแรงงานแล้วนั้น นับตั้งแต่เกิดภาวะวิกฤติไข้ไวรัสระบาดขึ้นมา ทำให้มีประชาชนของอเมริกา ตกงานไปแล้วกว่า สองแสนแปดหมื่นหนึ่งพันราย ซึ่งคนส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ เช่นพนักงานร้านอาหาร สายการบิน และพนักงานธุรกิจด้านโรงแรม ซึ่งขนาดประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ยังเจอแบบนี้ แล้วประเทศไทยจะยอมเป็นตามเหรอ

 

 

ขอขอบคุณ  gclub  ที่ให้การสนับสนุน