การเล่นหุ้น คือ การเล่นการพนัน หรือไม่ ?

%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99

ประโยคนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานานมีหลายฝ่ายเพราะความเห้นไม่ตรงกัน บางคนก็บอกว่าใช่ เป็นการพนันแน่นอน แต่บางคนก็ว่าเป็นการลงทุน ไม่ใช่การพนัน ผมได้ยินบ่อย จนเริ่มคันมือครับ555 อยากจะเขียนอธิบายในมุมมองของผมดูบ้าง ลองดูละกันครับ

อันดับแรกเลย ถ้าพูดถึงการพนัน ผมจะนึกถึงอะไรบ้างง่ายๆ ก็จะมีพนันบอล ไฮโล โป๊กเกอร์ ไพ่ป๊อกเด้ง อะไรประมาณนี้คร่าวๆละกัน ต่อไปในมุมมองของผม สิ่งที่แยกแยะว่าเป็นการพนันก็น่าจะเป็น “โอกาสและความน่าจะเป็น” ของการได้เงินและเสียเงิน น่าจะเป็น 50/50 หรือ เรียกว่าเป็นการใช้ “ดวง” เล่น ถ้าผมจะแปลอีกมุมนึง ในเรื่องของ “ความเสี่ยง”ก็น่าจะแปลว่า ความเสี่ยงของการเล่นพนันคือ โอกาสเสียเงินในแต่ละรอบที่เล่น

ทุกๆครั้งมีมากถึง 50% และหากในรอบนั้นๆเสียแล้วคือเสียเลย เอากลับมาไม่ได้ นอกจากจะไปหาเงินมาเล่นใหม่ ในครั้งต่อไป

ต่อไปขอเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบ จะได้เห็นภาพชัดขึ้น

ถ้าผมมีเงินอยู่ก้อนนึงที่พร้อมจะทำอะไรต่อไปนี้ได้

  1. หากผมนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนทำธุรกิจร้านอาหาร หรือร้านเสื้อผ้า หรือร้านขายเครื่องสำอาง หรือธุรกิจอะไรก็ตาม ความเสี่ยงของผม น่าจะเป็น ความรู้และความเข่าใจในธุรกิจนั้นๆ การบริหารงบการเงินและต้นทุนต่างๆ การตั้งราคาขาย การออกแบบสินค้า การวางแผนตลาด connectionsต่างๆ หากทั้งหมดนี้ผมไม่ได้มีความรู้หรือศึกษามาแล้วอย่างดีจริง ผมว่า ความเสี่ยงที่ผมมีก็ไม่ต่างอะไรจากการเล่นพนัน เพราะอย่าลืมว่าคนทำธุรกิจเดียวกัน ที่เค้าเตรียมพร้อมมาอย่างดีในทุกๆด้านนั้น มีไม่น้อยนะครับ
  2. หากผมนำเงินก้อนนี้ไปฝากประจำกับธนาคารไว้เฉยๆ หากดอกเบี้ยผมได้ปีละ 4% ความเสี่ยงของผมก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี นั่นจะทำให้เงินของผมที่ฝากไว้มีค่าน้อยลงไปเรื่อยๆทุกปี ลองคิดดูดีๆนะครับ

ผมยกตัวอย่างเช่น หากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมฝากธนาคารไว้ 20 บาท ได้ดอกเบี้ย 4% ทบต้น ในปีที่5 ผมจะมีเงินเป็น 24.33 บาทโดยประมาณ  ในขณะเดียวกัน เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมซื้อข้าวได้ 1 จาน ในราคา 20 บาท พอ 5 ปีต่อมา ราคาข้าว 1 จาน เท่ากับ 30 บาท (นี่คือเรื่องจริงนะครับ  อัตราเงินเฟ้อของจริงบางทีมันรุนแรงกว่านี้ด้วยครับ) นั่นหมายถึง ในจำนวนเงินที่ผมเคยซื้อข้าวได้ 1 จาน หากผมเอาไปฝากธนาคาร อีก 5 ปี เงินผมก้อนเดิมนี้ต่อให้เพิ่มเป็น 24.33 บาท(ตามrateดอกเบี้ยธนาคารที่ผมได้จริง) ผมก็ซื้อข้าวกินไม่ได้แล้วนะครับ กรณีนี้ ผมถือว่าผมเสี่ยงแน่นอน (คงไม่ต้องพูดถึงคนที่เก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยนำครับ อัตราเงินเฟ้อมันก็จะค่อยๆกินมูลค่าเงินก้อนนั้นไปเรื่อยๆเองโดยอัตโนมัติ)

  1. หากผมนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (มีแต่คนบอกว่าที่ดินมีแต่เพิ่มมูลค่าไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไม่เสี่ยง) คิดดีๆนะครับ ว่ามันจริงทั้งหมดมั้ย หากใครพอจำตอนยุคฟองสบู่อสังหาแตกได้ คงจะเข้าใจดี ในกรณีนี้ความเสี่ยงของผม คือ ความอดทน และระยะเวลาการถือครองและราคาที่ดินที่เปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด
  2. หากผมนำเงินก้อนนี้มาลงทุนในตลาดหุ้น โดยที่ผมไม่มีความรู้อะไรเลย อ่านงบการเงินก็ไม่เป็น กำไรขาดทุนบริษัทดูที่ไหนก็ไม่รู้ หุ้นของบริษัทที่ลงทุนไป เค้าทำธุรกิจอะไรก็ไม่รู้ เข้ามาเล่นตามคนอื่น ตามเพื่อน ตามข่าว โบรกให้ซื้อก็ซื้อ โบรกให้ขายก็ขาย แน่นอนครับในกรณีนี้ ผมถือว่าผมเสี่ยงไม่แพ้การพนันแน่นอน และทั้งหมดที่ผมพูดมาในทุกๆตัวอย่าง น่าจะพอเห็นแล้วว่า ความเสี่ยงนั้นมีอยู่ในทุกๆข้อ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ซึ่งความเสี่ยงนั้นจะมากน้อยแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ ความพร้อม ความถนัด และวิธีการต่างๆของ”ตัวบุคคล”นั้นๆเอง

และผมขอสรุป สำหรับคำพูดที่ว่า “เล่นหุ้นคือการพนัน” มันจะเป็นจริง”เสมอ” สำหรับคนที่นำเงินมาเข้าตลาดหุ้นโดยไม่ศึกษามาให้พร้อม เพราะผมขอยืนยันเลยว่า ใครก็ตามที่ทำการอะไรก็แล้วแต่ โดยไม่พยายามศึกษาให้เข้าใจและไม่มีแบบแผนให้พร้อมเสียก่อน  คุณก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่เล่นพนันแน่นอน (เอะอะก็จะวัดดวงอย่างเดียว)  สุดท้ายผมขอฝากแง่คิดอีกมุมหนึ่งไว้สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรแบบจริงๆและลึกๆทุกอย่างเกี่ยวกับ”หุ้น” เลยแม้แต่นิดเดียว และยังมองว่าการเล่นหุ้นนั้นยังไงก็คือการพนันแน่นอน เพราะเสี่ยงกว่าการเอาเงินไปทำธุรกิจอย่างอื่นหรือลงทุนอย่างอื่นชัวร์

และนี่คือตัวอย่างที่ผมอยากฝากไว้ให้ไปคิดต่อกันเองนะครับ

หากคุณและผมมีเงินเท่ากันคือ 100 ล้านบาท

  1. คุณเอาเงินไปทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน นั่นทำให้คุณเป็นเจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำมัน ส่วนผมเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อหุ้น PTT ในราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า บริษัท นั่นทำให้ผมเป็นเจ้าของ ปตท ผมอยากถามว่าคุณต้องใช้เวลาอีกกี่ปีที่จะเติบโตได้เท่า ปตท ด้วยเงินลงทุนแค่ 100 ล้านบาทในวันนี้ และคุณคิดว่าคุณจะไม่เจ๊งแน่นอน หรือเปล่าครับ?
  2. หากคุณหลงใหลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คุณเอาเงิน 100 ล้านบาทไปเริ่มต้นธุรกิจนี้ ส่วนผมเอาไปซื้อหุ้นบริษัทชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองไทยในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของบริษัท เช่นกันครับ คุณคิดว่าคุณกับผม ใครเสี่ยงกว่ากัน ? ยังไงก็ลองเอาไปคิดต่อยอดกันดูเองนะครับ (จริงๆแล้ว คำตอบน่าจะออกมาได้หลากหลายมากๆ ขึ้นอยู่กับความรู้และมุมมองของ แต่ละบุคคลเอง) แต่อย่างน้อย ผมก็หวังว่าทั้งหมดนี้จะเป็นไอเดียช่วยให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นบ้างว่า….การที่จะเรียกสิ่งไหนว่า”การพนัน” มันขึ้นอยู่กับ…อะไร?