สื่อโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง

สาวหลอกให้หนุ่มมาหมั้นยังไม่ทันได้แต่งผู้หญิงก็หนีไปแต่งงานกับชายอื่นทวงสินสอดคืนแล้วไม่ยอมให้

ในขณะนี้ในสื่อโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขาได้บอกเราเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเขาและแฟนสาวโดยเขาได้เราว่าเค้าได้หมั้นกับแฟนสาวของเขาเมื่อประมาณวันที่ 15 เดือนมกราคมปีพ.ศ. 2562 ซึ่งหลังจากหมั้นกันแล้วเค้าให้คู่ก็ยังคบหากันเรื่อยมาแต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้เค้ากลับได้รับภาพแชร์มาจากเพื่อนเป็นภาพงานแต่งงานของหญิงชายคู่หนึ่งซึ่งเพิ่งแต่งงานกันไปเมื่อวันที่ 19 เดือนมกราคมปีพ.ศ. 2563 เมื่อเขาสังเกตดีดีก็พบว่าหน้าตาของฝ่ายเจ้าสาวช่างเหมือนกับแฟนของเค้าเสียเกินเขาจึงได้นำภาพดังกล่าวไปให้ทางแฟนสาวดู

ซึ่งแฟนสาวก็ยอมรับว่าเป็นงานแต่งงานของตนเองจริงดังนั้นถ่ายชายจึงได้ทำการขอค่าสินสอดทองหมั้นคืนแต่ว่าฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนให้และเมื่อเค้าทวงถามไปทางพ่อแม่ของฝ่ายหญิงด้านพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเองก็ไม่ยอมคืนค่าสินสอดทองหมั้นให้เขาจึงได้นำข้อความมาโพสต์เล่าเรื่องราวให้เป็นเพื่อนใน Facebook ของเค้าฟังว่าเขาถูกฝ่ายหญิงหรอกให้หมั้นหมายและทั้งที่ยังไม่เลิกกันแต่ฝ่ายหญิง

กลับแอพนี้เค้าไปแต่งงานกับชายอื่นซึ่งทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากเค้าต้องการที่จะทวงเงินที่เขานำไมมันหญิงสาวคืนโดยเขาได้ประกาศใน FaceBook ว่าเค้าจะทวงคืนความถูกต้องในขนาดนี้เค้ากำลังรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารต่างๆเพื่อนำไปต่อสู้ในชั้นศาลเนื่องจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนเงินให้หรือยังถ้าเค้าให้ไปฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายที่ศาลเอาเอง 

จากที่ได้อ่านข่าวในวันนี้ทำให้เห็นว่าผู้คนในสมัยนี้

เห็นแก่ตัวกันมากขึ้นต้องการอยากได้ของคนอื่นโดยที่ไม่นึกถึงคุณธรรมความเป็นมนุษย์ซึ่งในข้อความข่าวจะเห็นว่าจะมี ข้อความที่ผู้ชายที่ได้รับความเสียหายได้ส่งข้อความไปคุยกับพ่อของฝ่ายหญิงแต่ทางคุณพ่อคุณฝ่ายหญิงกลับไม่สนใจแล้วยังทาให้ไปฟ้องและไปแจ้งความทำให้เห็นว่าแม้แต่คนที่อายุมากแล้วก็ยังเห็นแก่ตัวมากในสมัยนี้

เพราะสิ่งที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงทำเป็นการกระทำผิดต่อศีลธรรมเพราะหากต้องการแต่งงานใหม่จริงก็ควรที่จะคืนของหมั้นที่ยังหมั่นค้างอยู่กับอีกคนหนึ่งไว้เพราะความเป็นจริงแล้วหากเราเองที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นก็ควรจะคืนของหมั้นไม่อ้วนเอาของของคนอื่นเก็บไว้กับตัวเองอีกต่อไป  

ข่าวชายพลดีทุบรถที่มาจอดที่จอดรถคนพิการ

มีการโพสต์คลิปเหตุการณ์ ชายคนหนึ่งกำลังทุบกระจกรถกระบะที่มาจอดในช่องที่จอดรถคนพิการ ซึ่งชายคนที่จอดรถอ้างว่า เขาเห็นตั้งแต่รถเข้ามาจอดแล้วคนที่ลงมาจากรถไม่ได้พิการ เขาพยายามจะเรียกให้เจ้าของรถไปจอดรถที่อื่นแล้ว แต่ตามไม่ทันเพราะติดว่าต้องอุ้มลูกอยู่ แต่ก็ได้เดินไปที่ประชาสัมพันธ์ของห้าง เพื่อให้ประกาศเรียกเจ้าของรถมาย้ายรถ

แต่ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมงก็ยังไม่เห็นเจ้าของรถกลับมาทำให้ตนโมโห จึงนำขวานมาทุบที่กระจกรถจนแตก และเจ้าของรถก็กลับมาถึงรถพอดี ซึ่งทางเจ้าของรถเรียกค่าซ่อมรถที่ 50000 บาท ส่วนทางด้านเจ้าของรถกระบะบอกว่า พวกตนไม่ได้ยินเสียงประกาศเมื่อจอดรถเสร็จก็เข้าไปกินข้าวแล้วซื้อของต่อ เมื่อซื้อของเสร็จแล้วกลับมาที่รถก็เจอกับกระจกรถที่แตกแล้ว

เมื่อคลิปนี้มีการเผยแพร่ออกไป

ทำให้มีการวิจารณ์กันเป็นวงกว้าง เพราะทุกคนเห็นด้วยกับคนทุบกระจกรถว่า เมื่อไม่ได้พิการ ก็ไม่ควรมาจอดรถในที่จอดรถคนพิการ เพราะเขาทำมาให้กลุ่มคนเฉพาะเท่านั้น ที่อื่นคุณก็สามารถจอดได้ แต่หลายคนมีการทักท้วงเพิ่มว่า แต่ถึงแม้ชายคนดังกล่าวจะทำผิด และเราไม่พอใจมากแค่ไหน

แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำลายทรัพย์สินของคนอื่นให้ได้รับความเสียหาย เพียงแค่แจ้งกับทาง รปภ. ของห้างก็พอ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ รปภ. จะเข้ามาจัดการเองเพียงแค่เราแจ้ง กับ รปภ. ห้างก็ถือได้ว่าเราทำหน้าที่พลเมืองที่ดีแล้ว แต่เราไม่ควรเป็นศาลเตี้ยไปทุบทำลายข้าวของของคนอื่น

ซึ่งมันมีผลเสียตามมามากมาย ทั้งเราเองที่ต้องถูกแจ้งความดำเนินคดีเรื่องการทำลายทรัพย์สินของคนอื่น และยังต้องมาเสียเงินจ่ายค่าซ่อมให้เขาอีก เรียกว่าเสียเงินโดยที่ไม่จำเป็นจริง ส่วนทางเจ้าของรถกระบะ ก็จะเสียเวลานำรถไปซ่อมที่ศูนย์ ต้องหารถอื่นมาสำรองใช้งานอีก 

           จะเห็นได้ว่าการใช้ความรุนแรงไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย หากเราเห็นคนทำความผิด  ทุกสถานที่จะมีจุดให้แจ้งเกี่ยวกับการทำความผิดอยู่แล้ว ซึ่งทางห้างเองก็มีถ้าเราไปแจ้งซะ ผลที่ตามมาคือ รปภ. มาล็อกล้อ แล้วเจ้าของรถกระบะก็ต้องไปเคลียร์กับ รปภ. เอง

เราก็ทำหน้าที่พลเมืองที่ดีเสร็จแล้วก็ไปช้อปปิ้งกับครอบครัวต่อได้ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย เงินห้าหมื่นสามารถซื้ออะไรได้เยอะแยะ ส่วนคนขับกระบะหรือคนอื่นๆที่ร่างกายแข็งแรง ก็ควรเคารพกฎที่สถานที่นั้นๆตั้งไว้ด้วย ที่จอดรถมีมากมาย แค่ขับรถวนหาสักนิดคงไม่เสียเวลามากเท่าไหร่

ข่าวอันตรายที่เราควรระวัง

ปลอดภัยไว้ก่อน

กดชักโครกก่อนทุกครั้งที่จะนั่งทำธุระ แม้แต่ห้องน้าภายในบ้านของเราเองก็ตาม 

                 หากเราพูดถึงงู แล้วมักจะจินตนาการกันว่าเราจะสามารถพบงูได้ที่ไหนบ้าง เช่น ตามป่าเขา ตามที่มีหญ้ารกชัฏ หรือแม้แต่ตามสวนใหญ่ หากให้จินตนาการถึงงูที่อยู่ในบ้านยิ่งคิดไม่ออก และยิ่งเป็นคนเมืองที่มีรถวิ่งพลุกพล่านทั้งวันทั้งคืนแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีงูเลื้อยเข้ามาในบ้าน เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่างูชอบอยู่ในพื้นที่รกๆ เพราะจะได้ซ่อนตัวได้ แต่ในปัจจุบันกลับมาข่าวออกมาตามสื่อต่างๆมากหมายที่หลายคนพบเห็นงู โดยเฉพาะงูเหลือมที่ลำตัวขนาดใหญ่มักจะมาซุกซ่อนตัวอยู่ในบ้านคน และส่วนมากที่จะเจองูกลับเจอในคอห่านชักโครก ซึ่งเป็นจุดที่ใครๆต่างก็ไม่คาดคิดมาก่อน

บางคนเมื่อเข้าห้องน้ำแล้วคิดว่าห้องน้ำบ้านเราเองสะอาดไม่มีอะไรจังไม่ได้มองก่อนนั่งลงไปซึ่งหลายคนเคยเจองูกัดตอนที่นั่งชักโครก อย่างประสบการณ์ของหญิงสาวรายล่าสุดที่ออกมาโพสต์เล่าเหตุการณ์ในเฟสบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ของคนที่โพสต์เอง  โดยเธอเริ่มเล่าว่าที่บ้านของเธอเป็นหมู่บ้านอยู่ใหญ่ ซึ่งไม่ได้อยู่ติดกับป่า หรือทุ่งนาเลย แต่บ้านเธอกลับมางูเข้ามาแอบอยู่ในโถชักโครกเมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ เธอคนที่พบคนแรกคือคุณแม่ของเธอเอง ด้วยแม่จะเข้าห้องน้ำเพื่อไปทำธุระส่วนตัวเพียงแค่นั่งลงที่ชักโครกแม่ก็รู้สึกว่ามีตัวอะไรมากัดเข้าที่ขา และพอจับดูจึงพบว่าเป็นงูเหลือมขนาดใหญ่ด้วยความกลัวแม่จึงพยายามดึงมันออก

แต่แทนที่มันจะปล่อยมันกลับกัดแม่แน่นขึ้นและพยายามเอาลำตัวของมันมาพันรัดแม่ให้แน่นขึ้น ด้วยความตกใจกลัวแม่จึงตะโกนเรียกคนมาช่วยซึ่งน้องชายมาเจอคนแรก แต่ด้วยน้องก็กลัวงูจึงได้วิ่งไปเอามีดคัตเตอร์มาให้แม่ ซึ่งหนังงูเหนียวมากแม่กรีดไม่เข้าแต่พลาดไปกรีดแขนตัวเองแทน และเมื่อทำอะไรไม่ได้และงูเริ่มมีการรัดแน่นขึ้นแม่จึงให้น้องไปเอาค้อนมาแล้วแม่ก็ทุบหัวงู จนงูยอดคลายตัวออกจากแม่ ซึ่งทั้งแม่และงูต่างก็บาดเจ็บด้วยกันทั้งคู่ หลังจากนั้นจึงได้พาแม่ส่งโรงพยาบาลเพื่อทำแผล ส่วนงูเหลือมก็ได้มีการโทรแจ้งมูลนิธิให้มาจับตัวออกไป จึงได้มีการโพสต์เตือนภัยว่าอย่าชะล่าใจทุกครั้งก่อนเข้าห้องน้ำให้กดชักโครกดูก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

น็อต วรฤทธิ์ พาเยี่ยมชม ทะเลน้อยที่พัทลุง

น็อต วรฤทธิ์

ปกติจะเป็นคนลุยๆอยู่แล้วในสมัยเรียนก็จะไปทำค่ายอนุรักษ์กับเพื่อนเพื่อนในกลุ่มเสมอแต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาไปทำกิจกรรมไกลๆเท่าไหร่เลยเลือกที่จะเที่ยวใกล้ๆ นั่นก็คือในประเทศไทยของเรานั่นเอง เพระาประเทศไทยยังมีที่สวยงามอีกมากมายหลายที่ ที่คิดว่าอีกหลายๆคนยังไม่รู้จัก อย่างเช่น ทะเลน้อย ทะเลสาบที่มีอันซีนเป็นทุ่งทะเลบัวแดง

ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพัทลุง อำเภอควนขนุน

ถือว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดพัทลุงและสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับหนึ่งของจังหวัดนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยความที่ทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับ พรุควนขี้เสี้ยน (ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมน้ำและมีความสำคัญระหว่างประเทศ ทำให้ทะเลสาบทะเลน้อยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณสัตว์ป่าและนกน้ำนานาชนิด อีกทั้งยังเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีความสวยงามติดอันดับต้นต้นของเมืองไทย

สำหรับผู้ที่จะมาเที่ยวทะเลน้อยนั้น ที่ทะเลน้อยก็มีไฮไลท์สามสิ่งที่ไม่ควรพลาด 

  1. ชมนก พอที่ทะเลน้อยได้ชื่อว่าเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของนกน้ำในบ้านเราที่มีไม่ต่ำกว่า 150 ชนิด ทั้งนกที่มีประจำถิ่นของทะเลสาบทะเลน้อย นกอพยพ  นกหายากและนกที่ใกล้สูญพันธุ์
  2. ชมบัว ทะเลน้อยมีพันบัวหลักหลักอยู่สี่ชนิด ได้แก่ บัวหลง บัวเผื่อ บัวบาน บัวสาย ( บัวสายหรือที่หลายหลายคนนิยมเรียกกันว่าบัวแดง) เป็นสายพันธุ์วบัวที่มีมากที่สุดในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนพฤษภาคม ทุกๆเช้าบัวสายจะพร้อมใจกันออกดอกบานสะพรั่งให้สีชมพูสดใสเกิดเป็นภาพของทะเลบัวสายหรือเรียกว่าเรียกว่าทะเลบัวแดงเต็มท้องน้ำเป็นอันซีนที่ทุกคนไม่ควรพลาด อย่างยิ่ง 
  3. ชมควายน้ำ คือเป็นควายเลี้ยงทั่วไปของชาวบ้านในละแวกทะเลน้อยแต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะมีปริมาณน้ำขึ้นสูงจนท่วมทุ่งหญ้าที่เป็นแหล่งหากินของควายจนมิด ทำให้ควายเหล่านี้ต้องปรับตัวเปลี่ยนมากินพืชน้ำอย่างสายบัวหรือสาหร่ายแทน